รับทำเว็บไซต์ Google Sites
Google Sites: จุดเด่น
- หนึ่งในผลิตภัณฑ์ฟรีของ Google ใช้งานได้ฟรีเพียงมี Free Gmail Account หรือ Google Workspaces Account
- ไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์ ไม่จำกัดจำนวนหน้าเว็บ สร้างเว็บไซต์เพิ่มจำนวนหน้าเว็บได้ไม่จำกัดจำนวน ตราบใดที่ พื้นที่โดยรวมขนาด 15 GB ยังไม่เต็ม
- มีระบบแอดมิน สามารถแก้ไขได้โดยตนเองและผู้อื่นที่ได้รับมอบหมายเป็นการเฉพาะ จากทุกแหล่งที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสามารถเข้าถึงระบบ
- ออนไลน์อยู่บน Google Cloud Servers จึง ปลอดภัยจากการถูกแฮค ปลอดภัยจากเว็บล่ม มีความเสถียร ในอัตราที่สูง
- ใช้ ชื่อโดเมน ในระดับ Top-Level-Domain ได้ เชื่อมต่อได้ทั้งกับ ชื่อโดเมน ซึ่งเดิมได้จดทะเบียนไว้แล้ว และ ชื่อโดเมนที่ต้องการจดทะเบียนขึ้นมาใหม่ และได้ทั้งชื่อโดเมนที่จดทะเบียนกับ Google เอง หรือเป็นชื่อโดเมนที่จดทะเบียนจากแหล่งอื่นซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ
Google Sites: ข้อจำกัด
- ปรับแต่งโครงสร้าง SEO เชิงลึกได้จำกัด แทบทำสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับ SEO ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น Title Bar ที่บังคับผูกติดกับชื่อเมนู ทำให้ไม่สามารถปรับแต่งอย่างอิสระได้ รวมทั้ง ไม่สามารถปรับแต่งแก้ไขไฟล์อย่าง robots.txt และ .htaccess
- ไม่สามารถลดขนาดหน้าเว็บและรีดความเร็วเพื่อทำให้โหลดได้เร็วขึ้น ทุกอย่างในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Modern Framework และเทคนิก-กลวิธีใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับ Google เป็นหลัก ผู้ใช้ไม่สามารถนำอะไรเข้าไปเบียดเข้าไปแทรก
- ลูกเล่นและการออกแบบ (Customization) น้อย ไม่สามารถใส่โค้ดฝั่ง Server-side (เช่น PHP, Node.js) ได้ ทำได้แค่ฝัง HTML/JavaScript ภายนอกเล็กๆ น้อยๆ หน้าตาเว็บจึงมักจะดูคลีนๆ เรียบๆ คล้ายกันเหมือนกันกับ เว็บไซต์เว็บอื่นๆของเรา หรือแม้แต่บริษัทคู่แข่งของเรา ละม้ายกับนักเรียนในโรงเรียนที่ต้องสวมเครื่องแบบเหมือนหรือคล้ายกัน 🤣
- ระบบจัดการสมาชิกและฐานข้อมูล (Database) ทำไม่ได้ การจะทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่มีระบบตะกร้าสินค้า ระบบสมาชิก Log-in หลังบ้าน หรือเว็บบอร์ด ด้วย Google Sites จึงเป็นเรื่องที่ไกลสุดเอื้อม หรือ Impossible Mission สิ่งที่ทำได้คือ แทรกปุ่มใส่ลิงก์หรือฟอร์มติดต่อเท่านั้น
- ย้ายค่ายยาก (Platform Lock-in) หากวันหนึ่งต้องการย้ายเว็บออกจาก Google Sites ไปเป็น WordPress หรือระบบอื่น จะไม่สามารถดึงฐานข้อมูลย้ายไปตรงๆ ได้ ต้องเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด
- ฟีเจอร์บล็อกหรือบทความจำกัด ไม่มีระบบจัดการบทความ (CMS) ที่ยืดหยุ่นเหมือน WordPress เวลาโพสต์บทความหลายๆ หน้า การจัดหมวดหมู่หรือทำ Tag จะค่อนข้างจำกัดและจัดระเบียบยาก เพราะทุกอย่างต้องทำด้วยตนเองในแบบ Manual ทั้งหมด 100% ไม่มีระบบอัตโนมัติคอยช่วยจัดการหลังบ้านเหมือน WordPress ทำให้เสียเวลา รวมทั้งขาดประสิทธิภาพที่จะสามารถเทียบเท่าได้ ซึ่งหากคุณคิดจะทำบล็อกหรือโพสต์บทความหลายๆ หน้าด้วย Google Sites คุณจะเผชิญกับข้อจำกัดที่ต้องจัดการด้วยตนเองในแบบ 'วิธีโบราณ' เองดังต่อไปนี้:
- ต้องสร้างหน้าบทความทีละหน้า เวลาจะลงบทความใหม่ 1 บทความ คุณต้องกดสร้าง Sub-page ใหม่ทีละหน้าด้วยตัวเองทุกครั้ง
- ต้องทำสารบัญหรือหน้าแรกของบล็อกเอง Google Sites ไม่มีระบบดึงโพสต์ล่าสุด (Recent Posts) มาแสดงอัตโนมัติ เวลาคุณทำหน้าหลักรวมบทความ คุณต้องคอย Copy ลิงก์แล้วแปะทำป้ายเมนู หรือทำรูปภาพลิงก์บทความใหม่ด้วยตนเองทุกครั้งเมื่อมีบทความเพิ่ม
- ต้องจัดหมวดหมู่และ Tag เอง ไม่สามารถกดคลิก Tag แล้วระบบกรองบทความให้อัตโนมัติได้ หากต้องการจัดหมวดหมู่ คุณต้องสร้างหน้าแยกสำหรับแต่ละหมวดหมู่ แล้วคอยหยิบลิงก์บทความในหมวดนั้นๆ มาแทรกไว้ในหน้านั้นๆ ด้วยตัวเอง
- ความเหมาะสมสำหรับประเภทเว็บไซต์โดยสรุป จากข้อจำกัดดังได้กล่าว Google Sites จึง เหมาะกับงานประเภท Landing Page, เว็บไซต์บริษัท, พอร์ตโฟลิโอ, เว็บแนะนำบริการเฉพาะทาง (Niche Site) ที่ต้องการความรวดเร็ว ประหยัดงบ และดูแลรักษาง่าย แต่หากเป็นเว็บที่ต้องซับซ้อน มีระบบหลังบ้าน หรือต้องการลูกเล่น SEO ขั้นสูง ระบบอื่นอาจตอบโจทย์กว่า
Google Sites: คุณสมบัติ/องค์ประกอบที่มีให้ใช้งาน
- Text box: กล่องข้อความ สำหรับใส่หัวข้อ เนื้อหา รายละเอียด หรือบทความ สามารถปรับขนาดตัวอักษร ทำตัวหนา เอียง ทำรายการแบบ Bullet หรือใส่ลิงก์ได้อย่างอิสระ
- Images ฟังก์ชันสำหรับแทรกภาพ รองรับภาพที่ต้องการอัพโหลด หรือเลือกค้นหารูปภาพฟรีจาก Google หรือ ที่เคยอัพโหลดอัตโนมัติจากเครื่องส่วนตัว (sync) ไว้แล้ว รวมทั้งสามารถเลือกซ่อน คำบรรยายภาพ (หากมี) ได้ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีการใส่คำบรรยาภาพไว้ รวมทั้งเลือกใช้ฟังก์ชัน "Callapse" จะมีปุ่มถูกแสดงผลออกมาแทนเพื่อให้เป็นที่สังเกตและทราบว่า มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับภาพนี้อยู่ หากอยากรู้ว่าเป็นอะไร (สำหรับคนไม่มีประสบการณ์กับ Google Sites) ก็ต้องลองคลิกดู 🤣
- Embed (การฝังโค้ด) ฟังก์ชันทรงพลังที่ช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถฝังโค้ด HTML, JavaScript หรือไอเฟรม (iFrame) เพิ่มเติมได้ เช่น ฝังโค้ดหรือลิงค์ของ แผนที่ Google Maps, ฟอร์มติดต่อ, แชท LINE, หรือสคริปต์ระบบชำระเงิน
- Drive ฟังก์ชันที่ช่วยทำให้สามารถดึงข้อมูลจาก Google Drive มาแสดงผลบนหน้าเว็บได้ทันที ตัวอย่างเช่น
- Google Docs / Slides / Sheets ฝังเอกสาร รายงาน ตารางคำนวณ หรือสไลด์นำเสนอให้ลูกค้าเปิดดูบนเว็บไซต์
- Google Forms สร้างแบบฟอร์มรับสมัครงาน แบบสอบถาม หรือฟอร์มติดต่อสอบถาม แล้วให้ข้อมูลวิ่งเข้ากล่องอีเมลหรือชีตโดยตรง
- Google Calendar ฝังปฏิทินนัดหมายเพื่อให้ลูกค้าจองคิวหรือดูตารางกิจกรรม
- Content Blocks ฟังก์ชันชุดบล็อก สำหรับจัดวางรูปภาพและข้อความให้อยู่ในกลุ่มในก้อนเดียวกัน ซึ่งมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 6 รูปแบบ เหมาะสำหรับทำหน้าแนะนำบริการ ทีมงาน หรือบทความสั้นๆ
- Collapsible Group: ฟังก์ชันกลุ่มข้อความยุบขยาย เป็นฟังก์ชันเด็ดสำหรับทำ FAQ (คำถามที่พบบ่อย) หรือหน้าข้อมูลที่มีเนื้อหายาวๆ ช่วยให้หน้าเว็บดูสะอาดตา ไม่รก โดยผู้เข้าชมสามารถคลิกปุ่มลูกศรเพื่อ "ขยาย/กางเนื้อหา" อ่านรายละเอียด หรือ "พับเก็บ" ซ่อนข้อความเมื่ออ่านจบได้ทันที เหมาะสำหรับใช้ซ่อนเนื้อหายิบย่อยภายใต้หัวข้อหลัก
- Table of Contents: ส่วนของสารบัญ ฟังก์ชันช่วยสร้างสารบัญหน้าเว็บแบบอัตโนมัติ โดยระบบจะดึงหัวข้อหลักและหัวข้อรอง (Heading) ในหน้าเว็บนั้นมาเรียงร้อยเป็นลิงก์สารบัญให้อยู่ด้านบนหรือด้านข้าง เมื่อผู้เข้าชมคลิกหัวข้อใด หน้าเว็บก็จะเลื่อนพาส่งไปยังเนื้อหาส่วนนั้นทันที เหมาะสำหรับหน้าเว็บที่มีเนื้อหายาว หรือบทความบทเรียน ช่วยทำให้คนอ่านไม่ต้องเลื่อนหาข้อมูลให้เหนื่อย
- Image Carousel สไลด์ภาพ ฟังก์ชันสำหรับรวมรูปภาพหลายๆ รูปมาจัดแสดงในพื้นที่เดียวกันในรูปแบบสไลด์โชว์ ผู้เข้าชมสามารถกดลูกศรซ้าย-ขวาเพื่อเลื่อนดูภาพผลงาน สินค้า หรือบรรยากาศร้านค้าได้ทีละรูป ช่วยทำให้หน้าเว็บมีลูกเล่นน่าสนใจ และช่วยประหยัดพื้นที่บนหน้าเว็บแต่ละหน้าได้เป็นอย่างดี
- Show dots เลือกแสดง วงกลมแสดงตำแหน่งของแต่ละภาพหรือไม่
- Show captions ต้องการแสดง คำบรรยาภาพ ของแต่ละภาพหรือไม่
- Auto-start เลือกให้ภาพเลื่อนอัตโนมัติ หรือ ใช้ผู้ใช้คลิกเลื่อนภาพเอง
- Transition speed ความเร็วในการเลื่อนภาพอัตโนมัติ และมีให้เลือก 4 ระดับ
- Button ปุ่มสร้างการเชื่อมโยง สำหรับกระตุ้นการตัดสินใจ (Call to Action) ซึ่งช่วยนำพาผู้เข้าชมไปยังหน้าเว็บอื่น หน้าภายในเว็บไซต์เดียวกัน หรือลิงก์ภายนอก (เช่น กดปุ่มเพื่อเพิ่มเพื่อนใน LINE, ไปหน้าติดต่อเรา หรือลิงก์ไปหน้าชำระเงิน) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นจุดคลิกเด่นชัดและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น
- Divider เส้นขั้นหรือเส้นแบ่งในแนวขวาง
- Spacer จะเรียกในภาษาไทยว่า แถบคั่นเนื้อหา แถบแบ่งเนื้อหา น่าจะไม่ผิด พิเศษกว่า Divider ก็คือ สามารถกำหนดความสูงได้ตามใจชอบ รวมทั้งกำหนดสีหรือภาพพื้นหลัง แต่ในส่วนของสีนั้นสามารถเลือกได้แต่เฉพาะสีที่มีให้เลือกในแต่ละ Theme เท่านั้น
- Social Links ฟังก์ชันเชื่อมโยง Social Media ซึ่งสามารถเพิ่มได้ เหมือน😁ไม่อั้น รวมทั้งเลือกภาพเพื่อใช้ในการแสดงผลได้ด้วย ตัวอย่างเช่น อาจเป็นภาพแบนเนอร์โปรโมทสินค้า หรือ อาจเป็นภาพหน้าปกวิดีโอซึ่งเมื่อคลิกแล้ววิ่งไปยังช่องวิดีโอของเจ้าของเว็บไซต์หรือตามเป้าหมายเชื่อมโยงที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ
- Placeholder พื้นที่สำรองสำหรับใส่เนื้อหา เป็นพื้นที่ว่างทรงสี่เหลี่ยมพร้อมไอคอนอเนกประสงค์ ที่เราสามารถใช้เป็น "พื้นที่ตัวแทน" ลากมาวางจัดโครงร่างหน้าเว็บ (Layout) ไว้ก่อนล่วงหน้าในจุดที่ยังไม่มีรูปภาพหรือข้อความจริง เมื่อพร้อมแล้วค่อยกดเลือกอัปโหลดรูปภาพ แทรกวิดีโอ หรือใส่ข้อความลงไปแทนที่ ช่วยทำให้การวางแผนโครงสร้างหน้าเว็บทั้งหมด สามารถทำให้แล้วเสร็จได้โดยไม่ต้องรอให้เตรียมรูปหรือเนื้อหาให้ครบทุกจุดก่อน
- อื่นๆ ซึ่งสามารถเข้าใจได้ในทันทีเมื่อเห็นไอคอน และคงไม่ต้องขยายความใดๆ ได้แก่
- YouTube
- Calendar
- Map
- Docs
- Slides งานนำเสนอ Google Slides ซึ่งหลายคนอาจนึกไม่ออก แต่ถ้าบอกว่าก็เหมือนกับ MS PowerPoint นั่นแหละ คราวนี้คง อ๋อ... เป็นเครื่องมือสำหรับฝังไฟล์งานนำเสนอจาก Google Slides ลงบนหน้าเว็บไซต์โดยตรง ผู้เข้าชมสามารถกดคลิกสไลด์ถัดไป (Next/Previous) เพื่อเปิดดูพรีเซนต์ สินค้า แคตตาล็อก หรือข้อมูลบริษัทแบบสไลด์โชว์ได้ทันทีบนหน้าเว็บ โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์
- Sheets
- Forms
- Charts
- สรุป จากฟังก์ชันหรือเครื่องมือทั้งหมด 21 รายการ ที่ Google ให้ใช้ฟรี อีกทั้งมีพื้นที่เก็บไฟล์ได้มากถึง 15 GB นับว่า จุใจและเกินพอ กระนั้น จะสำหรับใครบ้าง นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการและความจำเป็นของแต่ละคน ในขณะเดียวกันก็มีหลายสิ่งที่ต้องคำถึงด้วยเช่นกัน และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดเหนืออื่นใดก็คือ วันหนึ่ง เว็บไซต์ของคุณหรือทั้งหมดใน Account ของคุณอาจปลิวได้หากการใช้งานในแต่ละสิ่งในแต่ละอย่างนั้น เป็นการใช้งานอย่างไม่เข้าใจกฎหรือไม่เคารพกฎ
Google Sites: เมื่อต้องการมีเว็บไซต์ เริ่มต้นอย่างไรก่อน
- ทำอะไรเองได้ก็ทำไป เพราะการเจ้างให้ผู้อื่นเริ่มต้นให้ทั้งหมด แน่นอน ใช้เงินใช้งบมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่น่าจะดำเนินการเองได้คือ การเปิดบัญชีผู้ใช้ Google (Google Account/Gmail) เพราะน่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ง่ายที่สุด แต่หากไม่สะดวกจริงๆ คงไม่มีใครว่ากระไร เพียงแต่ต้องยอมรับเท่านั้นเองว่า คุณรับค่าใช้จ่ายไปเลย เต็มร้อย!
- ควรเปิดบัญชีผู้ใช้ Google (Google Account/Gmail) แยกต่างหาก กรณีที่คุณจำเป็นต้องให้ผู้อื่นรับหน้าที่เป็นแอดมิน (Admin) หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ Google Sites จำเป็นต้องแยกอีก Account เพื่อป้องกันผู้อื่นเข้าถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น Email, Youtube Chanel, Google Business Profile, Google Drive, Google Calendar, Google Docs, Google Sheets, Google Slides ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวและมีความสำคัญต่อชีวิตและอาชีพการงาน
- ตระเตรียมเนื้อหาทุกอย่างที่ต้องใช้ ภาพ วิดีโอ คำบรรยาย คำอธิบาย รายละเอียดในแต่ละส่วนซึ่งเป็นข้อความ สไลด์ ข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ พิกัดบนแผนที่ และอื่นๆอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับว่า คุณต้องใช้อะไรหรือคุณต้องการใช้อะไร ซึ่งแม้คุณอาจโยนทั้งหมดให้ผู้อื่นทำได้ คำถาม เป็นไปได้ไหมว่าผู้นั้นเขาจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่คุณกำลังจะทำในเว็บไซต์ในทุกๆเรื่อง
- ชื่อโดเมน ตกลงกับตัวเองให้เรียบร้อยว่า ต้องการจดทะเบียนชื่อโดเมน หรือ ใช้ชื่อโดเมนที่ Google Sites สร้างให้ ซึ่งแน่นอนว่า ฟรี ตัวอย่างเช่น https://sites.google.com/view/misterknow ซึ่งยาวกว่าชื่อโดเมนที่เราเลือกจดทะเบียนเอง รวมทั้งดูเป็น "มืออาชีพ" น้อยกว่า ตัวอย่างเช่น https://misterknow.net กรณีต้องการจดทะเบียนชื่อโดเมนใหม่ จะใช้ชื่อะไร นึกคิดไว้หลายๆชื่อ เพราะถ้าเป็นชื่อที่ไม่เฉพาะเจาะจงจริงๆ น้อยนักจะยังหลงเหลืออยู่ (ผู้อื่นจดทะเบียนไปแล้ว) ไม่ควรใช้ชื่อภาษาไทยแม้จะสามารถจดทะเบียนได้ เพราะสร้างปัญหาให้มากกว่าการได้ประโยชน์จากการเป็นชื่อไทยที่จดจำได้ง่าย...สำหรับคนไทย (🤣แล้วแบบนี้จะ Go Inter อย่างไรล่ะท่าน) เว็บไซต์คุณจะติดหน้าแรกหรือไม่ จำไว้อย่างหนึ่งคือ ชื่อโดเมน ไม่เกี่ยว🤗
- คลิปวิดีโอ ควรอย่างยิ่งอัพโหลดขึ้นไปที่ YouTube เพราะการแสดงผลทำได้รวดเร็วกว่า อีกประการ นานวันไปอาจกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ได้อีกช่องทางอย่างไม่ตั้งใจ ไม่ใช่อัพโหลดขึ้นไปเก็บไว้ใน Google Drive
- ภาพประกอบเนื้อหา อย่างน้อยที่สุดควรกว้าง 1280 พิกเซล ไม่กว้างน้อยหรือมากไปกว่านี้ และอย่าคิดว่า "เฮ้ย! เอาระดับ 4K ไปเลย" เพราะแม้ Google จะมีระบบ Image Optimization แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างจะดีขึ้นเสมอไป เพราะบางครั้งภาพที่กว้างมากเกินไป อาจทำให้การแสดงผลช้าลง หรือบางครั้งอาจทำให้ภาพแตกพร่าได้เช่นกัน ประการสำคัญสำหรับภาพที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นและเหมาะสม พวกมันสร้างความสิ้นเปลืองให้กับพื้นที่ฟรี 15 GB ของคุณ พวกมันเป็นตัวเร่งให้ต้องอัพเกรดเปลี่ยนจากฟรีกลายเป็นเสียเงินต่อเดือน 🏋️
- หาคนทำเว็บไซต์ Google Sites ที่มีความรู้และชำนาญจริง จะรู้ได้อย่างไร ง่ายที่สุดคือ ดูจากเว็บไซต์ลูกค้าของพวกเขา หรือ เว็บไซต์ของพวกเขาเองที่อาจมีบางเว็บไซต์ที่ออกแบบและสร้างด้วย Google Sites
Google Sites: ค่าบริการเริ่มต้น
- ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าด้วยวิธีการใดๆ
- การชำระค่าบริการ จ่ายทั้งหมด 100% ในคราวเดียวกันเมื่อตกลงใช้บริการ
- กรณีมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อันเนื่องมาจากมีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง เป็นเหตุทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นตาม มิสเตอร์โนว์ จะแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนดำเนินการต่อ และมีความเป็นได้สูงที่จะเรียกเก็บทั้งหมดในคราวเดียวกันก่อนดำเนินการต่อ
- กรณีลูกค้ายกเลิกบริการภายหลังจากชำระเงินค่าบริการแล้ว มิสเตอร์โนว์ ไม่จำเป็นต้องคืนค่าบริการให้แก่ลูกค้าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งลูกค้าได้แสดงเจตนาว่ายอมรับข้อตกลงในข้อนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆแล้วเมื่อลูกค้าได้ชำระเงินค่าบริการให้แก่ มิสเตอร์โนว์ แล้ว
- 3900 บาท ราคาเหมา รวมแล้ว
- Theme Settings การกำหนดค่าสำคัญต่างๆเกี่ยวกับ Layout เช่น หัวเว็บ ด้านล่างของหน้าเว็บ แบบอักษร สีอักษร
- จำนวนหน้าเว็บ 1-3 หน้ามาตรฐาน หนึ่งหน้ามาตรฐาน ยาว 2 page-down scrollings กว้าง 1154 พิกเซล จำนวนหน้าที่ขาด ไม่สามารถใช้เป็นส่วนลด จำวนหน้าที่เกิน คิดเพิ่ม 1300 ต่อหนึ่งหน้ามาตรฐาน
- แทรก Components ที่ไม่ซับซ้อน เช่น Image Carousel Table-of-Contents Gmap YouTube Social-Media-Button ไม่รวม Compoents ที่ใช้ต้องใช้เวลามากมายในการรังสรรค์ เช่น Slides